บริษัทฯ เป็นผู้นำธุรกิจอาหารทะเลระดับโลก ซึ่งส่งมอบผลิตภัณฑ์อาหารทะเลที่มีนวัตกรรม รสชาติดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพ และมีคุณภาพสูงให้กับผู้บริโภคทั่วโลกมากว่า 46 ปี บริษัทฯ เป็นเจ้าของแบรนด์อาหารทะเลชั้นนำในตลาดต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งมีเครือข่ายในการจัดหาวัตถุดิบ ผลิต และกระจายสินค้าครอบคลุมทุกภูมิภาค โดยมีธุรกิจหลัก ได้แก่ อาหารทะเลแปรรูป อาหารทะเลแช่แข็งและแช่เย็น อาหารสัตว์เลี้ยง และผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า ในด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน บริษัทฯ ได้ประกาศความมุ่งมั่นว่าจะเป็นผู้นำทางด้านอาหารทะเลที่น่าเชื่อถือที่สุดของโลก ตลอดจนใส่ใจดูแลทรัพยากรต่างๆ เพื่อรักษาให้คงไว้แก่คนรุ่นหลัง
| 6M66 | 6M65 | 2565 | 2564 |
|---|
| รายได้ | 67,169.23 | 75,720.28 | 156,560.31 | 141,858.21 |
| ค่าใช้จ่าย | 64,136.35 | 71,886.38 | 147,731.47 | 132,827.86 |
| กำไร (ขาดทุน) สุทธิ | 2,050.22 | 3,369.36 | 7,138.00 | 8,013.00 |
| สินทรัพย์ | 182,343.28 | 171,414.86 | 182,569.47 | 166,604.04 |
| หนี้สิน | 99,002.67 | 108,546.89 | 94,438.04 | 104,390.64 |
| ส่วนผู้ถือหุ้น | 76,185.00 | 60,021.82 | 80,642.28 | 59,319.07 |
| กิจกรรมดำเนินงาน | 5,257.97 | -1,360.41 | 5,870.75 | 6,292.03 |
| กิจกรรมลงทุน | -4,282.61 | -1,370.05 | -5,414.69 | -8,103.69 |
| กิจกรรมจัดหาเงิน | -3,047.01 | -4,368.81 | 2,741.95 | 4,582.91 |
| กำไรต่อหุ้น (บาท) | 0.41 | 0.69 | 1.47 | 1.66 |
| อัตรากำไรขั้นต้น (%) | 15.99 | 17.20 | 17.49 | 18.24 |
| อัตรากำไรสุทธิ (%) | 3.49 | 4.48 | 4.73 | 5.83 |
| D/E Ratio (เท่า) | 1.19 | 1.73 | 1.07 | 1.68 |
| ROE (%) | 8.54 | 13.83 | 10.20 | 14.37 |
| ROA (%) | 4.38 | 5.54 | 4.90 | 6.90 |
ในปี 2566 ไทยยูเนี่ยนปรับเป้าการเติบโตของยอดขายจากเดิมที่เติบโต 3%-4% จากปี 2565 เป็นลดลง 5%-6% จากปี 2565 และอัตรากำไรขั้นต้นปรับลดลงจากเดิมอยู่ที่ระดับประมาณ 17.5-18.0% เป็นประมาณ 16.5%-17.5% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารต่อยอดขายคาดการณ์อยู่ที่ประมาณ 11.0-12.0% อย่างไรก็ตามไทยยูเนี่ยนมีแผนใช้เงินลงทุนลดลงเป็นจำนวน 5.5-6.0 พันล้านบาท พร้อมดำเนินมาตรการป้องกันกำไรเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรในช่วงครึ่งหลังของปี 2566 ซึ่งรวมถึงการชะลอโครงการหรือกิจกรรมทางการตลาด การเลือกจ้างงานหรือการเพิ่มประสิทธิภาพของแรงงาน การเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการดำเนินงาน การปรับสัดส่วนระหว่างผลิตภัณฑ์ การลดขนาดธุรกิจและยกเลิกธุรกิจที่ไม่สามารถทำกำไร
บริษัท ไทยยูเนี่ยน ได้ประกาศกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® 2030 ซึ่งถือเป็นการต่อยอดและก้าวกระโดดจากกลยุทธ์ความยั่งยืนของบริษัทที่ประกาศครั้งแรกในปี 2559 เพื่อช่วยพลิกโฉมอุตสาหกรรมอาหารทะเล ด้วยการดูแลคนและโลกเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยมีการตั้งงบประมาณสำหรับการดำเนินงานถึง 7,200 ล้านบาท หรือ 200 ล้านเหรียญสหรัฐ และได้ร่วมมือกับองค์กรด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมระดับโลกในการประกาศกลยุทธ์ความยั่งยืนในครั้งนี้ ด้วยพันธกิจเพื่อความยั่งยืนทั้งสิ้น 11 ข้อ ที่ครอบคลุมการดูแลทั้งผู้คนและโลก
ไทยยูเนี่ยนมองว่าความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจและ SeaChange® เปรียบเสมือน license to operate ที่จะทำให้เราดำเนินธุรกิจได้ในปัจจุบัน และยังคงสามารถเป็นผู้นำต่อเนื่องได้ในอนาคต พร้อมสนับสนุนกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของลูกค้าหลักๆ ของเรา โดยเฉพาะลูกค้าในประเทศ US และยุโรป
ผลประกอบการในไตรมาส 2/2566 ไทยยูเนี่ยนสามารถคงอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ 16.9% เท่ากับปีที่ผ่านมาท่ามกลางสถานการณ์ที่วัตถุดิบมีราคาสูง โดยมีกำไรจากการดำเนินงานไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 1.8 พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 8.2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และสามารถรักษากระแสเงินสดได้อย่างแข็งแกร่งที่ 3.3 พันล้านบาท ทั้งนี้บริษัทเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในหลายๆ ตลาดทั่วโลกแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเห็นผลประกอบการที่ฟื้นตัวอย่างชัดเจนได้ในครึ่งปีหลังของปี 2566
โดยธุรกิจที่กลับมาเติบโตในไตรมาสนี้คือธุรกิจอาหารทะเลแปรรูปบรรจุกระป๋อง หรือธุรกิจหลักของเรา สามารถทำสถิติใหม่ได้ในรอบ 9 ปีที่ผ่านมา หลักๆมาจากสินค้าแบรนด์ที่เติบโต 5% YoY โดยได้รับอานิสงค์จากการปรับราคาขาย และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ ที่มากขึ้น โดยเฉพาะในทวีปยุโรป
นอกจากนี้บริษัทได้ประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลที่ 0.30 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นอัตราจ่ายการปันผลสูงถึง 70.3 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ
ไทยยูเนี่ยนรายงานยอดขายไตรมาส 2/2566 ที่ 34,057 ล้านบาท ลดลง 12.6% จากยอดขายที่แข็งแกร่งในปีก่อนหน้า เนื่องจากความต้องการซื้อชะลอตัวจากการที่ลูกค้ามีการระบายสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูงและจากการขนส่งที่กลับสู่ภาวะปกติ รวมถึงรายได้จากค่าขนส่งที่ลดลง ซึ่งบางส่วนถูกชดเชยด้วยราคาที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นลดลง 12.7% มาอยู่ที่ 5,748 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 16.9% กำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 1,029 ล้านบาท เนื่องจากได้รับผลกระทบจากรายการที่ไม่ได้เกิดจากการดำเนินการตามปกติของธุรกิจได้แก่การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน เครดิตภาษีเงินได้ที่ลดลง รวมถึงผลกระทบจาก Dilution effect ของบริษัท ITC ซึ่งถูกชดเชยบางส่วนด้วยส่วนแบ่งขาดทุนจากธุรกิจ Red Lobster ที่ลดลง และรายได้อื่นที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิปรับตัวเพิ่มขึ้นจากฐานที่ต่ำในไตรมาสก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งของกำไรจากการดำเนินงานโดยบริษัทฯ
บริษัทฯ มีการปลูกฝังวัฒนธรรมความเสี่ยงในกลยุทธ์ทางธุรกิจและการดำเนินงานทั้งองค์กร ทั้งผ่านทางการสร้างวัฒนธรรม นโยบาย โครงสร้างบทบาทความรับผิดชอบ และกรอบแนวทางการบริหารความเสี่ยงอ้างอิงมาตรฐานสากล COSO ERM และมีการติดตามแนวโน้มความเสี่ยงตัวชี้วัดความเสี่ยง และผลการดำเนินงานตามแผนบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บริษัทฯ สามารถลดระดับผลกระทบ และ/หรือ ลดโอกาสที่จะเกิดของความเสี่ยง โดยความเสี่ยงที่สำคัญในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 ได้แก่ ราคาวัตถุดิบและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงผันผวนและราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับที่ต้องจับตามอง อย่างไรก็ตามค่าขนส่งและระยะเวลาในการขนส่งกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งต่ำกว่าช่วงก่อนการแพร่ระบาดของ COVID-19 นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ประกาศกลยุทธ์ความยั่งยืน SeaChange® เพื่อจัดการกับความเสี่ยงทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
- รางวัล 1 ใน 50 องค์กรที่น่าทำงานด้วยที่สุดของนักศึกษา
- “BEST TINNED SEAFOOD” award in the People Food Awards 2023 and 1st Place “On Trend” KEHE award
- รางวัลชนะเลิศ สาขา Environmental & Social Risk Management (ESRM) Pioneer Award 2023
| ณ วันที่ 30/06/66 | TU | FOOD | SET |
|---|---|---|---|
| P/E (เท่า) | 8.96 | 17.42 | 17.96 |
| P/BV (เท่า) | 0.71 | 1.50 | 1.46 |
| Dividend yield (%) | 6.80 | 3.32 | 3.12 |
| 30/06/66 | 30/12/65 | 30/12/64 | |
|---|---|---|---|
| Market Cap (ลบ.) | 61,556.42 | 80,643.68 | 93,050.40 |
| ราคา (บาท/หุ้น) | 12.90 | 16.90 | 19.50 |
| P/E (เท่า) | 8.96 | 10.05 | 12.04 |
| P/BV (เท่า) | 0.71 | 1.29 | 1.59 |