บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำสถานะผู้นำในอุตสาหกรรมค้าปลีกไอทีของประเทศไทย ด้วยผลการดำเนินงานที่สร้างสถิติสูงสุดใหม่ (New High) ทั้งในด้านรายได้และกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนจากปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะเศรษฐกิจในปี 2568 โดยบริษัทประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านจากผู้จำหน่ายสินค้าไอทีแบบดั้งเดิมสู่การเป็นระบบนิเวศการค้าปลีกครบวงจร (Ecosystem Retailer) ผ่านเครือข่ายสาขา ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบริการอื่นและสินค้าที่มีอัตรากำไรสูง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางธุรกิจที่เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด
| 2568 | 2567 | 2566 | 2565 |
|---|
| รายได้ | 87,489.38 | 79,233.19 | 69,641.67 | 63,025.62 |
| ค่าใช้จ่าย | 82,341.50 | 74,975.31 | 65,954.83 | 59,090.15 |
| กำไร (ขาดทุน) สุทธิ | 4,063.53 | 3,307.16 | 2,857.17 | 3,037.71 |
| สินทรัพย์ | 31,568.97 | 26,636.57 | 22,976.25 | 19,162.45 |
| หนี้สิน | 20,599.44 | 17,813.29 | 14,788.64 | 11,910.55 |
| ส่วนผู้ถือหุ้น | 10,853.82 | 8,750.76 | 8,046.76 | 7,154.47 |
| กิจกรรมดำเนินงาน | 6,070.27 | 2,153.00 | 909.90 | 1,643.72 |
| กิจกรรมลงทุน | -2,000.91 | -744.54 | -1,352.40 | -2,434.55 |
| กิจกรรมจัดหาเงิน | -3,076.87 | -1,121.49 | 854.64 | 463.36 |
| กำไรต่อหุ้น (บาท) | 1.71 | 1.39 | 1.19 | 1.27 |
| อัตรากำไรขั้นต้น (%) | 13.54 | 13.25 | 13.23 | 13.45 |
| อัตรากำไรสุทธิ (%) | 4.67 | 4.19 | 4.21 | 4.86 |
| D/E Ratio (เท่า) | 1.88 | 2.02 | 1.81 | 1.64 |
| ROE (%) | 41.45 | 39.38 | 37.59 | 48.84 |
| ROA (%) | 17.86 | 17.34 | 17.82 | 22.41 |
บริษัทมุ่งเน้นการรักษาโมเมนตัมการเติบโตของรายได้และกำไรสุทธิอย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์การขับเคลื่อนธุรกิจจากทุกภาคส่วน โดยในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกไอที บริษัทยังคงเดินหน้าสร้างการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม ควบคู่กับการขยายสาขาในทำเลศักยภาพเพื่อตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาด พร้อมรับปัจจัยหนุนจากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นวัตกรรมรุ่นใหม่ที่คาดว่าจะได้รับกระแสตอบรับสูง ขณะเดียวกันบริษัทได้ยกระดับความสามารถในการทำกำไรผ่านกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะการรุกตลาดสินเชื่อ และการขยายฐานรายได้ต่อเนื่อง จากธุรกิจประกันภัย iCare นอกจากนี้ บริษัทยังเร่งสร้างรากฐานรายได้ใหม่ ผ่านการรุกเข้าสู่ธุรกิจพลังงานสะอาดและกลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างการเติบโตของผลกำไรในระยะยาวอย่างมั่นคง
บริษัทดำเนินธุรกิจโดยยึดหลัก ESG โดยมุ่งมั่นในการพัฒนาและดำเนินธุรกิจภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งยึดมั่นในแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างการเติบโตที่มั่นคงและต่อเนื่อง โดยบริษัทได้ดำเนินงานในทั้ง 3 มิติ ได้แก่
บริษัทแสดงการเติบโตของกำไรส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ก้าวกระโดด จากแรงขับเคลื่อนหลักจากธุรกิจค้าปลีกเดิม โดยสามารถรักษาโมเมนตัมยอดขาย iPhone และกลุ่มอุปกรณ์เสริม และธุรกิจใหม่ที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะธุรกิจเช่าซื้อสมาร์ทโฟน Android ของUFUND ซึ่งยังคงสามารถบริหารจัดการ คุณภาพสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยอัตรา NPL ต่ำกว่ากรอบความเสี่ยงนโยบาย และธุรกิจประกันภัยที่มีรายได้เติบโตจากความสำเร็จในการเปิดตัวโครงการ COVER+ ร่วมกับ Apple นอกจากนี้ การขยายสู่ธุรกิจรถแท็กซี่ไฟฟ้าให้เช่า ยังคงได้รับการตอบรับที่แข็งแกร่งจากผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จในการแตกไลน์ธุรกิจเชิงกลยุทธ์และศักยภาพในการสร้างผลกำไรจากตลาดใหม่
รายได้ เท่ากับ 87,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,256 ล้านบาท (+10.4%) เมื่อเทียบกับปีก่อน มีสาเหตุหลักจากธุรกิจค้าปลีกที่เป็นธุรกิจหลักของบริษัทมีการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ และมีการเติบโตในสาขาเดิม อยู่ที่ 2.8% ในส่วนของธุรกิจอื่นภายใต้บริษัทลูกก็มีการโตขึ้นในหลายๆธุรกิจ ทั้งธุรกิจขายรถยนต์ไฟฟ้า, จำหน่ายและบริการในร้าน, บริการเช่าซื้อ, ธุรกิจให้เช่ารถแท็กซี่ไฟฟ้า และธุรกิจประกันภัย
กำไรขั้นต้น เท่ากับ 11,816 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,340 ล้านบาท (+12.8%) เมื่อเทียบกับปีก่อน มีสาเหตุหลักจากการขยายตัวของรายได้ในกลุ่มธุรกิจหลักและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่มีขีดความสามารถในการทำกำไรสูง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นเป็น 13.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนที่ 13.2%
ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร เท่ากับ 6,717 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 390 ล้านบาท (+6.2%) เมื่อเทียบกับปีก่อน มีสาเหตุหลักจากการขยายตัวของค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวเนื่องกับการเพิ่มรายได้ เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันและผลักดันการเติบโตของธุรกิจในเชิงรุก อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาความเข้มงวดในการกำกับดูแลและบริหารจัดการค่าใช้จ่ายบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้รวมปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 7.7% จาก 8.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน
กำไรสุทธิ เท่ากับ 4,064 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 756 ล้านบาท (+22.9%) เมื่อเทียบกับปีก่อน
บริษัทประสบความสำเร็จในการยกระดับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญ โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตเชิงคุณภาพผ่านการจัดสรรทรัพยากรเข้าสู่กลุ่มธุรกิจหลัก ในเครือข่าย Studio7 และ BaNANA รวม 1,338 สาขา เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร ขณะเดียวกัน ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนสมดุลธุรกิจด้วยการยุติการดำเนินงานในกลุ่มที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักและปิดสาขาที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เพื่อขจัดตัวแปรที่ฉุดรั้งกำไรสุทธิและลดภาระค่าใช้จ่ายส่วนเกิน
บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ โดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยงตามแนวทางสากล ซึ่งครอบคลุมการปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรให้ผู้บริหารและพนักงานตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยง การจัดให้มีกระบวนการควบคุมที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการกำหนดเพดานความเสี่ยง (Risk Limit) ที่ชัดเจนเพื่อควบคุมความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวถือเป็นกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้บริษัทสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนและรักษาเสถียรภาพของธุรกิจในระยะยาว
| ณ วันที่ 30/12/68 | COM7 | COMM | SET |
|---|---|---|---|
| P/E (เท่า) | 11.91 | 15.06 | 15.44 |
| P/BV (เท่า) | 4.81 | 1.27 | 1.19 |
| Dividend yield (%) | 4.38 | 3.47 | 3.71 |
| 30/12/68 | 30/12/67 | 28/12/66 | |
|---|---|---|---|
| Market Cap (ลบ.) | 46,798.90 | 62,999.95 | 57,119.96 |
| ราคา (บาท/หุ้น) | 19.60 | 26.25 | 23.80 |
| P/E (เท่า) | 11.91 | 20.95 | 18.32 |
| P/BV (เท่า) | 4.81 | 8.01 | 7.58 |